Arthdal Chronicles

วิเคราะห์ซีรีส์ Arthdal Chronicles
จะกี่ยุค..มนุษย์ก็ไม่เปลี่ยนจากเดิม

  • มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่น่ากลัวกว่าสัตว์ป่า ทั้งทำลายและแย่งชิงมาเพื่อให้ได้อำนาจ เพราะการมีอำนาจทำให้มนุษย์สามารถทำอะไรก็ได้
  • มนุษย์เชื่อว่าตนเองดีกว่าทุก ๆ สิ่งบนโลก เพราะมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด มีความคิด สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ในขณะเดียวกันก็กดขี่ข่มเหงมนุษย์ด้วยกันเอง โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยกว่า
  • นอกจากนิสัยของมนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ความเชื่อที่มีต่อสิ่งที่เปรียบเสมือนพระเจ้าก็ยังไม่เคยหายไปเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นเครื่องที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย

ผ่านไปแล้วกับซีซันแรกของ Arthdal บอกเลยว่าเป็นซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่แปลกใหม่มาก แทบไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเนื้อเรื่องกล่าวถึงยุคที่มีชนเผ่าต่าง ๆ ก่อนที่จะเป็นยุคกษัตริย์ปกครอง ซึ่งได้บอกเล่าการกระทำและนิสัยของมนุษย์ที่มีมาแต่เดิมจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะการแย่งชิงพื้นที่และทรัพยากรที่ได้ฝังรากลงไปในตัวมนุษย์จนดึงแทบไม่ออก เป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งในหนังแสดงให้เห็นผ่านการต่อสู้กับสายพันธุ์ นีแอนทัล ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากมนุษย์ เพราะว่ามีเลือดสีน้ำเงิน

สิ่งที่ซีรีส์ทำออกมาได้ต่างจากเรื่องอื่น ๆ คือการใช้เสียงผู้เล่าผ่านตัวละคร “มูแบ็ค” ซึ่งเป็นนักรบที่อยู่ข้างเดียวกับมนุษย์ คอยรบราฆ่าฟันนีแอนทัลและเผ่าอื่น ๆ ตามคำสั่งของหัวหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ถูกต้อง ดังนั้น การเลือกใช้มูแบ็คเป็นผู้เล่าจึงทำให้เห็นว่ามนุษย์เป็นสีเทา มีจิตสำนึกแยกแยะถูกผิดได้ และเหตุผลที่ใช้ตัวละครนี้ก็เพราะว่ามูแบ็คเห็นความจริงทุกอย่างและรู้ความคิดของทุกฝ่าย แม้ว่าฝั่งที่ตัวเองอยู่ทำผิดก็ไม่ได้เข้าข้าง ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ การเล่าไม่ได้ชูให้ตัวเองเด่นหรือกลบตัวละครตัวไหนให้ดรอปลง เรียกได้ว่าคงบทบาทของตัวเองไว้ได้ดีมาก ๆ

อะไรคือสิ่งที่ Arthdal Chronicles
เสนอว่า “
มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิม

1. มนุษย์ทำลายเพื่อแย่งชิง

Previous
Next

การแย่งชิงของมนุษย์ถูกนำเสนอให้เห็นผ่านการต่อสู้กับสายพันธุ์นีแอนทัล ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง ว่องไว มีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ในตอนนั้นมนุษย์เริ่มรู้จักการเพาะปลูก ทำให้ต้องการพื้นที่ทางการเกษตรมากขึ้นเพื่อความรุ่งโรจน์และแผ่ขยายอำนาจ จึงต่อรองกับนีแอนทัล แต่เมื่อไม่ได้ผล มนุษย์กลับก่อสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การต่อสู้กับสายพันธุ์นีแอนทัลจึงเหมือนกับการที่มนุษย์รุกล้ำพื้นที่ของสัตว์ป่าโดยการเผาทำลายและฆ่าโดยใช้อาวุธแหลมคม ทำให้เห็นว่า..แม้นีแอนทัลจะแข็งแกร่งมีพลังมากกว่ามนุษย์หลายเท่า ก็ย่อมพ่ายแพ้ให้กับความโลภของมนุษย์อยู่ดี

2. มนุษย์เชื่อว่าสายพันธุ์ของตัวเองดีที่สุด

Previous
Next

การที่บอกว่าตัวเองเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุด เพราะมนุษย์เชื่อว่าตนเองนั้นมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ซึ่งฉากที่ทำให้เห็นว่ามนุษย์ดีกว่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในโลกนี้ก็คือ มีการสร้างลิฟต์เพื่อใช้ขึ้นลงหน้าผาที่สูงมากซึ่งคนไม่สามารถปีนได้ แต่ในขณะเดียวกันการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กลับแลกมาด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดของเผ่าอื่น ๆ ที่ถูกแย่งชิงพื้นที่และยังต้องมาเป็นแรงงานเพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้ ทำให้ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ดีกว่าสายพันธุ์ใด ๆ นั้น ยังมีมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง โดยเฉพาะการกดขี่ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องชนชั้นนั้นสืบเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

3. ความเชื่อ = อำนาจ สามารถควบคุมได้ทุกสิ่ง

เรื่องความเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดใน Arthdal เพราะในสมัยก่อนยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดก็คือ “บรรพชนหมาป่าขาว” ตัวแทนที่เชื่อมระหว่างผู้คนกับพระเจ้า (อารามุน) ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นศาสนาหนึ่งที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน ในซีรีส์ทำให้เห็นว่า ใครก็ตามที่ถูกนับถือและอยู่สูงสุดของความเชื่อนั้นจะเป็นผู้มีอำนาจ ควบคุมผู้คนได้ แม้แต่ผู้นำอย่างทากนที่เก่งที่สุด ซึ่งประชาชนก็ให้การยอมรับนับถือก็ยังต้องอยู่รองจากความเชื่อที่ผู้คนให้ความสำคัญมากกว่า เช่นเดียวกับปัจจุบันที่ความเชื่อเรื่องต่าง ๆ ไม่เคยหายไปจากชีวิตของมนุษย์เลย

ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ในหนังยังกำลังแก้ไขปมของเรื่องด้วยการมีลูกผสมระหว่างมนุษย์กับนีแอนทัล หรือ“อีกึต” ที่อาจจะเป็นตัวแทนเชื่อมความสัมพันธ์ของมนุษย์และสัตว์ป่า แต่ก็ต้องอาศัยความเชื่อมาร่วมด้วยอีกเช่นเคย ด้วยการทำนายว่าอารามุน (พระเจ้า) มาในร่างของอีกึตที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตามซีซันถัดไป  

ที่มารูปภาพ : https://www.soompi.com/article/1324571wpp/

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของ Arthdal Chronicles ทำให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เปลี่ยนคือ ความอยากได้อยากมี แสวงหาประโยชน์ด้วยการทำลายผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตาม เราจะเห็นว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าถูกทำลาย และสัตว์ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธุ์ สิ่งนี้ล้วนเกิดจากฝีมือของมนุษย์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ในเมื่อมนุษย์สามารถเป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย อะไรที่ทำลายไปแล้ว มนุษย์ก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนสิ่งเสียไปเช่นกัน