“เครียดงานจนร้องไห้ ไม่อยากไปทำงาน” จัดการด้วย 5 วิธีนี้

“เครียดงานจนร้องไห้ ไม่อยากไปทำงาน”
จัดการด้วย
5 วิธีนี้

  • ความกดดันทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัว บางคนเครียดงานจนร้องไห้ หรือตื่นเช้ามาแล้วไม่อยากลุกไปทำงาน หลายอย่างดูถาโถมเข้ามาหมด
  • ทางออกข้อแรกจึงอยากให้เราสำรวจงานของตัวเองก่อนว่าที่เราเครียดนั้นมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ เมื่อรู้แล้วก็ให้จัดการกับมันซักตั้ง!
  • อีกอย่างที่อยากแนะนำคือ ไม่ควรคิดเรื่องงานหลังจากเลิกงานแล้ว และควรหาเวลาไปพักผ่อนบ้าง แม้จะสุขเป็นพัก ๆ แต่ก็ช่วยให้เราไม่ต้องเครียดกับงานตลอดเวลา
  • ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ให้คุณไปหาสิ่งที่ใช่ทำจะดีกว่า ซึ่งเราอาจจะต้องลองทำหลายอย่าง และไม่ควรมองว่าเสียเวลา เพราะถ้าใช่ขึ้นมา มันจะคุ้มค่าและดีต่อตัวคุณเอง
  • สุดท้าย! อย่าทำงานเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่หาความสุขให้กับตัวเอง เพราะถ้าป่วยกายป่วยใจขึ้นมา การหาความสุขอาจจะยากกว่าเดิม

เคยไหม? เครียดงานจนร้องไห้ เครียดทุกวันจนไม่อยากไปทำงาน หรือเครียดเพราะทำงานไม่ทัน ทุกอย่างดูกดดันไปหมดใช่ไหมล่ะ เรามีวิธีแก้มาบอก ถ้า 4 ข้อแรกยังไม่สามารถช่วยได้ ข้อสุดท้ายอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับคุณ

เครียดงาน 1. สำรวจงานของตัวเอง

1. สำรวจงานของตัวเอง

ลองเช็กก่อนว่าที่เราเครียด ๆ อยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะอะไร งานมันยากไป เยอะไป หรือเราจัดการเวลาได้ไม่ดีพอ หากเจอปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เราเครียดกับงานแล้ว ลองจัดการกับมันซักตั้ง! เช่น สมมติว่างานที่ได้รับมอบหมายเยอะไปจนทำไม่ทัน แถมมีงานชิ้นใหม่รอจ่อคิวอีก ทางเดียวที่จะทำให้ดินไม่พอกหางหมู คือให้คุณจัดลำดับความสำคัญว่างานชิ้นไหนต้องทำก่อน แล้วพยายามทำให้เสร็จให้ได้มากที่สุด กำหนดเลยว่างานทุกชิ้นจะต้องจบภายในวันไหน ถ้าคุณทำได้ คุณจะรู้สึกโล่งและไม่เครียดงานไปสักพักเลยล่ะ

เครียดงาน 2. ให้พูดออกมา

2. พูดออกมา

หากเราแก้ปัญหาที่เกิดจากตัวเราแล้วมันไม่ดีขึ้น ให้ลองพูดกับหัวหน้างานหรือผู้จัดการของคุณดู เพราะบางทีพวกเขาอาจจะยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง โดยไม่ได้สังเกตว่าเราก็เครียดงานของตัวเองเหมือนกัน ถ้าเราเล่าปัญหาที่เจอในงานให้เขาฟัง อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบางอย่างที่สามารถซัพพอร์ตเราได้มากขึ้นก็ได้นะ ลองดู! เผื่อเขาจะเสนอทางแก้หรือช่วยเหลือเราอะไรได้บ้าง

3. เลิกคิดเรื่องงานหลังหมดเวลางาน

บางคนเลิกงานแล้วแต่ก็ยังไม่เลิกเครียดเรื่องงาน เอาแต่คิดว่าจะทำยังไงกับงานพวกนี้ดี เราอยากแนะนำให้คุณหยุดคิด แล้วลองไปหาอะไรอร่อย ๆ ทาน ดูหนังเบาสมองสักเรื่อง หรือทำอะไรก็ได้ที่เพิ่มความสุขให้ตัวเอง เพราะบางคนเครียดงานจนไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ วันหยุดเหมือนไม่ได้หยุด ทุกช่วงมีแต่งาน เป็นอย่างนี้บ่อย ๆ อาจทำให้เราเครียดเรื้อรังและเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยนะ พักบ้าง! ถ้าสมองเราปลอดโปร่งเดี๋ยวไอเดียก็มาเอง

4. ไปเที่ยวพักผ่อน

แม้ว่าการไปเที่ยวพักผ่อนจะทำให้เราหายเครียดเรื่องงานได้แค่พักหนึ่ง แต่ก็ยังดีกว่าต้องคิดเรื่องงานตลอดเวลา ซึ่งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่ต้องกลับมาเครียดงานอีกครั้ง เอาเป็นว่า “อย่างน้อยก็ได้พักน่า” ใช้สิทธิ์วันลาบ้าง ในเมื่อบริษัทมอบวันลาให้เราเพื่อไปผ่อนคลายแล้ว อย่ามัวแต่ยุ่งเรื่องงานจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต เพราะความสุขที่ปลายทางอาจไม่มีจริง สู้หามันระหว่างทางจะดีกว่า

5. หาสิ่งที่ใช่กว่า

เมื่อทำทุกวิถีทางแล้วแต่ความเครียดก็ยังมาหาเราเรื่อย ๆ แนะนำให้คุณหาสิ่งที่ใช่ทำจะดีกว่า บางคนบอกว่าเสียดายเงินเดือนที่ทำมา กว่าจะได้ขนาดนี้อดทนมาตั้งหลายปีเลยนะ แต่อยากบอกว่าถ้าไม่อยากเครียดงานไปมากกว่านี้อย่าเสียดายเลย (ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเงินจริง ๆ) เพราะมีหลายคนที่ยอมทิ้งงานเดิมเพื่อไปทำงานที่ได้เงินน้อยกว่า แต่แฮปปี้กว่าก็มีถมเถไป เอาสุขภาพจิตของตัวเองไปแลกกับเงินมันไม่คุ้มเลยนะ รักตัวเองให้มาก ๆ

แต่ถ้าใครพูดว่าเปลี่ยนงานยังไงก็เครียดเหมือนเดิม บางที่อาจเครียดกว่าเดิมด้วยซ้ำ นั่นแสดงว่าสิ่งที่ทำมันยังไม่ใช่สำหรับคุณ ซึ่งเราอาจจะต้องลองทำหลาย ๆ อย่างเพื่อหาสิ่งที่ใช่ และไม่ควรมองว่าเสียเวลาเลยสักนิด

สุดท้ายนี้ ใครที่เจอความกดดันจากงาน อยากเตือนไว้ว่าอย่าทำงานเอาเป็นเอาตายจนไม่หาความสุขให้กับตัวเอง เพราะถ้าป่วยกายป่วยใจขึ้นมา การหาความสุขอาจจะยากยิ่งกว่าเดิม ทนได้เท่าที่เราทนไหว แล้วเมื่อไรที่คุณเจองานที่เหมาะกับตัวเอง คุณจะไม่ต้องเครียดงานจนถึงขั้นร้องไห้หรือไม่อยากลุกไปทำงานแบบนี้ “หาสิ่งที่ใช่ของคุณให้เจอนะ”

SHARE

RELATED POSTS

7 สัตว์ใกล้สูญพันธุ์เมื่อโลกปฏิเสธการมีชีวิตอยู่ ถ้าใครเคยดูข่าวจะเห็นว่าสัตว์ที่ออกทีวีมักพ่วงท้ายมาด้วยวลี “เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์”…