ปล่อยวางงานหนัก_cover

คัมภีร์ปล่อยวางฉบับเดอะแบกของออฟฟิศ
ทางออกของชีวิตที่หมดไฟ

  • มนุษย์ออฟฟิศที่แบกรับงานหนักจนเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงานได้
  • ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานเริ่มต้นด้วย สื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม หัดพูดปฏิเสธเสียบ้าง
  • ฝึกใช้ To do List พร้อมโฟกัสงานที่จะต้องทำ ปล่อยวางความไม่สมบูรณ์ และออกไปใช้ชีวิต

แม้ว่าหนุ่มสาวออฟฟิศที่มีคุณสมบัติสู้งานหนักหรือมีทักษะทำงานได้หลากหลาย จะเป็นที่หมายปองของบริษัทและเพื่อนร่วมทีม แต่ความพิเศษนี้อาจทำให้คุณตกอยู่ในที่นั่ง ‘เดอะแบก’ โดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าตนเองเหนื่อยล้ากับการเป็นเดอะแบก นั่นแหละ! คือสัญญาณเตือนที่ฟ้องว่าคุณกำลังอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจทำให้ก้าวขาสู่สภาวะหมดไฟในการทำงานได้

ก่อนที่หนุ่มสาวออฟฟิศจะไฟมอดไปเสียก่อน ตามมาล้วงลึกวิธีปล่อยวางและรับมือกับหน้าที่ของคุณอย่างมืออาชีพ เราเชื่อว่าแค่ลองเปลี่ยนตามเคล็ดลับต่อไปนี้ อย่างน้อยคุณจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

งัดทักษะนักพูด ใช้วิธีสื่อสารให้เป็นประโยชน์

อย่าทำตัวเป็นฮีโร่จนแบกงานทั้งหมดไว้ที่ตัวเองเพียงลำพัง วิธีแรกที่คัมภีร์เพื่อมนุษย์นักแบกขอแนะนำคือ ต้องใช้การสื่อสารให้เป็นประโยชน์ เริ่มต้นจากชี้แจงให้ทีมทราบว่าตอนนี้คุณรับภาระหน้าที่หนักเกินไป ไม่สามารถทำให้งานเสร็จได้ตามกำหนดส่งเราเชื่อว่าในทีมต้องมีสักคนแหละที่เป็นเพื่อนตายพร้อมช่วยคุณลุยงานสุดโหดไปด้วยกัน

แต่! หากไร้ญาติขาดมิตรจนหันไปไม่เจอใครพร้อมยื่นมือช่วยเหลือ ควรรีบชี้แจงสถานการณ์ทำงานของคุณให้หัวหน้าทราบ เพื่อที่เขาจะได้ไม่นำงานใหม่มากองไว้ที่คุณอีก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของชิ้นงานยิ่งขึ้นด้วย 

 

ออกจากวงการเป็นมนุษย์ Yes Man !

ปัญหาความเหนื่อยล้าที่สะสมของมนุษย์ออฟฟิศ มักมาจากการไม่กล้าปฏิเสธงานและไม่ยอมพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด เพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นคนแข็งกร้าว ไม่มีน้ำใจ แม้ในระยะแรกวิธีทำงานแบบรับทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายจะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งตัวบริษัทเองที่ได้ผลงาน และตัวคุณเองที่ได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้น

ทว่าการเป็นมนุษย์ Yes Man !  กลับไม่ส่งผลดีในระยะยาวเท่าไหร่นัก เพราะอาจทำให้เพื่อนร่วมงานลืมความเกรงใจและลืมนึกถึงพื้นที่ส่วนตัวของคุณ รวมถึงตัวเราเองนี่แหละที่ขาด Work Life Balance ไปเสียเอง ดังนั้นหากไม่อยากตกอยู่ในสถานะเอ็นดูเขาเอ็นเราขาด ควรเริ่มต้นหัดปฏิเสธงานที่เกินหน้าที่เราหรือพิจารณา Workload ของตัวเองพร้อมจัดตารางงานที่รับผิดชอบให้พอดีเสียก่อนเอ่ยปากรับงานคนอื่น

เบิกตัว To do List พร้อมตั้งสติโฟกัสงานให้เป็น

บ่อยครั้งที่ธรรมชาติของมนุษย์นักแบกอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากจำนวนชิ้นงานที่ถาโถมเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะว่าคุณไม่สามารถเคลียงานได้ตามเป้าหมายต่างหาก ท้ายที่สุดจึงต้องแบกสิ่งนี้เป็นข้อแม้ติดตัวไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถก้าวไปรับผิดชอบงานอื่นได้

ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีเครื่องมือที่เรียกว่า To do List เพื่อช่วยในการโฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นลำดับขั้น เรียนรู้วิธีจัดหมวดหมู่และแบ่งความสำคัญของการทำงาน เมื่อลิสต์งานที่คุณต้องสะสางลงใน To do List เรียบร้อยแล้ว ลำดับถัดไปจึงตั้งสมาธิแล้วลุยเคลียชิ้นงานได้เลย

ออกจากโหมด Perfectionism เสียบ้าง

Perfectionism นับเป็นบุคลิกหนึ่งของคนเจ้าระเบียบที่ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียตามมา เพราะหากคุณไม่รู้จักวิธีรับมือชีวิตให้อยู่บนเส้น ‘พอดี’ ต่อมความสมบูรณ์แบบจะทำให้คุณต้องใช้เวลาทำงานมากเป็นพิเศษ รวมไปถึงบางคนที่เลือกลงมือรับผิดชอบแทนส่วนของคนอื่นเพราะชิ้นงานที่ออกมาไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไลฟ์สไตล์ทำงานของคนรักความสมบูรณ์แบบจะทำให้คุณแบกรับภาระมากเกินไป ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าเป็น Perfectionism ให้เริ่มต้นปล่อยวางเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ลงเสียบ้าง รับรองว่าขั้นตอนการทำงานจะไปได้เร็วขึ้นอีกเยอะเลย

เข้าสู่วงการ Work Hard Play Hard

อย่างที่บอกว่า Work Life Balance เป็นสิ่งสำคัญที่หนุ่มสาวออฟฟิศต้องสร้างให้ได้ ดังนั้นอย่าใช้เวลาหมกมุ่นไปกับหน้าที่การงานจนปิดประตูที่ทำให้เรียนรู้ชีวิตจากมุมมองอื่นๆ ลองคิดดูว่าในขณะที่คนในวัยเดียวกันได้ใช้ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมอบเวลาให้แก่ครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่จัดตารางชีวิตสำหรับเดินทางท่องเที่ยว การมีกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบเช่นนี้น่าจะเป็นทางออกที่คุ้มค่ายิ่งกว่าใช้ชีวิตอยู่กับคอมพิวเตอร์ ผูกตัวเองไว้กับอีเมลลูกค้าตลอดเวลา ดังนั้นก่อนที่ไฟในการทำงานจะมอดดับ อย่าลืมปัดฝุ่นตารางชีวิตและออกไปให้รางวัลแก่ตัวเองด้วยล่ะ

 

เพราะชีวิตในออฟฟิศสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด ดังนั้นอย่าลืมหาแนวทางการทำงานที่พร้อมเสริมให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพการลาออกจากตำแหน่งมนุษย์แบกประจำออฟฟิศ มาเข้าสู่วงการ Work Hard Play Hard ก็ไม่แย่อย่างที่คิด ลองค่อยๆ ปรับความคิดให้ ‘ปล่อยวาง’ และจัดการตารางงานทีละนิด (แล้วอย่าลืมเปิดประตูประสบการณ์ด้านอื่นๆ ด้วยล่ะ)